วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568

3. การรายงานการฝึกปฏิบัติระหว่างเรียน Sil3

 แบบบันทึกและการรายงานผลการฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน 3 (Sil3)

ในช่วงวันที่ 16 - 27  ธันวาคม 2567

        “การสังเกตพฤติกรรม” 
               จัดเป็นหนึ่งในวิธีของการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่มีความสำคัญมาก ๆ เพราะเป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกหรือการกระทำของเด็กปฐมวัยและเป็นวิธีการที่คุณครูปฐมวัยจะต้องจับตาดูพฤติกรรมของเหล่า เด็กอนุบาลอย่างใกล้ชิด ต้องสังเกตเด็กตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องเฝ้ามองจากสถานการณ์และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงๆจากนั้นจึงค่อยบันทึกพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนไว้ตามที่เห็นและได้ยินโดยห้ามใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปอย่างเด็ดขาด โดยจะต้องสังเกตให้ครอบคลุมทั้งพฤติกรรมทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาและปรับปรุงพัฒนาการของเด็กปฐมวัย





วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568

2.9 การใช้แบบทดสอบ

การใช้แบบทดสอบ (Test)

       การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวังทั้งนี้เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และการรับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเด็กเอง และต่อกระบวนการทางการศึกษาทั้งหมด (Meisels, 1993) ความกดดันต่าง ๆ ที่ครูได้รับจากแบบทดสอบ ในบางครั้งมีผลทำให้ครูเปลี่ยนวิธีการสอนของตนเป็นการสอนเพียงเพื่อให้เด็กทำข้อสอบผ่านเท่านั้นในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อความเข้าใจของครูถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กด้วย

(Koretz, 1988 ; Frederiksen & Collins, 1989 ; Haladyna, Nolen & Haas,1991 ; McGill - Franzen & Allington, 1993; Dhamborvorn, 1994)

       นักการศึกษา Good (อ้างใน Stewart, 1986 : 21) ทำการวิจัยเกี่ยวกับความคาดหวังของครู (Teacher expectations) ว่ามีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร Good พบว่าครูจะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ กัน โดยขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคนจากรายงานพบว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของครูจะส่งผลต่อการเรียนรู้ แรงจูงใจ การประสบผลสำเร็จ และระดับความทะเยอทะยาน (Ambition) ในเด็กแต่ละคน ถ้าครูมีความคาดหวังต่อตัวเด็กสูงจะส่งผลทำให้เด็กประสบความสำเร็จในระดับสูง ในทางตรงกันข้าม ถ้าครูมีความคาดหวังต่อตัวเด็กต่ำ ก็จะส่งผลให้เด็กประสบความสำเร็จในระดับต่ำ Stewart (1986 : 21) กล่าวว่า ความคาดหวังของครูที่มีต่อตัวเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ทั้งนี้เนื่องมาจากคะแนนของเด็กที่ได้จากการสอบแตกต่างกัน นั่นเอง

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบดังนี้

  1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ ก่อนการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูควรถามตนเองก่อนว่า ตนต้องการทราบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเด็ก การถามคำถามเหล่านี้ จะช่วยให้ครูมีความระมัดระวังมากขึ้นในการใช้แบบทดสอบกับเด็ก
  2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูจำเป็นต้องคำนึ่งว่าตนต้องการข้อมูลชนิดใด เพื่อจะได้เลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม หลังจากเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมได้แล้ว ครูควรมีการวิเคราะห์แบบทดสอบเพื่อหาจุดดีและจุดด้อยของแบบทดสอบ
  3. ความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบ ในการเลือกใช้แบบทดสอบ ครูควรพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกมีความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงเพียงใด
  4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของรูปภาพ และคำถามที่ใช้ว่าสอดคล้อง กับประสบการณ์ของเด็กหรือไม่ แบบทดสอบที่ดีควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลของเด็กด้วย ในขณะเดียวกันก็ควรคำนึงถึงพัฒนาการด้านต่าง  ของเด็กด้วย
  5. แบบทดสอบที่ดีควรจะสามารถนำไปใช้ได้สะดวก โดยมีการ ชี้แจงในเรื่องต่อไปนี้
    • ปริมาณเวลาที่ต้องการใช้ในการดำเนินการทดสอบ
    • วิธีการให้คะแนนและการตีความ
    • วิธีการสร้างแบบทดสอบ ซึ่งรวมทั้งค่าความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบด้วย

ประเภทของแบบทดสอบ

  1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher - made) เป็นแบบทดสอบความพร้อมที่ใช้กันมากในปัจจุบัน โดยที่ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างแบบทดสอบขึ้นเอง มุ่งวัดผลการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนโดยยึดเนื้อหา และจุดมุ่งหมายของการสอนใน ชั้นของตนเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
  2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง ขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องแบบทดสอบโดยเฉพาะโดยมีการกำหนดวิธีการดำเนินการสอบ คำแนะนำในการสอบ เวลาที่ใช้ในการสอบการให้คะแนน และการตีความผลของการสอบไว้อย่างละเอียด มีการนำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ก่อนการใช้จริง (Pre- Test) แล้วนำไปวิเคราะห์คุณภาพ ปรับปรุง แก้ไขจนแน่ใจว่ามีคุณภาพดีจึงนำไปหาเกณฑ์มาตรฐาน (Norms)

แบบทดสอบมาตรฐานที่มักใช้ในการศึกษาเด็ก มีดังต่อไปนี้

      - แบบทดสอบเชาว์ปัญญา (Intelligence tests) แบบทดสอบเชาว์ปัญญาเป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางสมองโดยดูคะแนนที่ได้จากการคิดหรือการปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำถามในแบบทดสอบมีทั้งแบบทดสอบรายบุคคล และแบบทดสอบเป็นกลุ่ม

       - แบบทดสอบความพร้อม (Readiness Tests) จุดประสงค์ของแบบทดสอบความพร้อมคือ เพื่อที่จะตัดสินว่าเด็กพร้อมที่จะเข้าเรียนในโปรแกรมที่กำหนดไว้หรือไม่

       - แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ (Screen-ing tests) แบบทดสอบชนิดนี้จะช่วยชี้เฉพาะ (Identify) เด็กซึ่งมีความเสี่ยง (Risk) สูง เช่น เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า (Developmental delay) เป็นต้น

         - แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนา (Developmental Tests) แบบทดสอบชนิดนี้ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยส่วนรวม โดยมุ่งวัดพัฒนาการในทุก ๆ ด้านของเด็ก (Essa, 1992 : 194) แบบทดสอบชนิดนี้โดยทั่วไปแล้วจะใช้วิธีการ อิงเกณฑ์ (Criterion-referenced) มากกว่าการอิงกลุ่ม (Norm- referenced) ตัวอย่างของแบบทดสอบประเภทนี้ได้แก่ Brigance Diagnostic Inventory of Early Development ซึ่งจะวัดพัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการทางด้านภาษา พัฒนาการทางด้านสติปัญญา และการช่วยเหลือตนเองของเด็ก (Self - help)

 ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

  1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้น 
  2. ครูจะต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้มีความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) เพียงใด แบบทดสอบสำหรับเด็กควรได้รับการออกแบบโดยผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการความต้องการ และความสนใจของเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากเด็กเล็ก ๆ นั้นไม่ใช่นักทำ ข้อสอบ (Test takers) ที่ดี
  3. ครูจะต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก แต่จะต้องใช้เครื่องมืออื่น  ประกอบด้วย Stewart กล่าวว่าการสอบ (Testing) ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนการสอน อย่างไรก็ตามผลจาก การสอบควรใช้ในการปรับปรุงโปรแกรมการเรียนการสอน มากกว่าที่จะใช้ในการทำลายโปรแกรมการเรียนการสอน ในขณะเดียวกัน Stewart ได้ให้ความเห็นต่อไป อีกว่า ไม่มีข้อสอบชนิดใดที่จะให้ข้อมูลชัดเจน (Valid) และถูกต้องสำหรับคนทุกคน
  4. ครูจะต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถกำหนด วัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้ ดังนั้นการสอนของครูไม่ควรเป็นไปเพื่อให้เด็กสอบผ่านแต่เพียงอย่างเดียว
  5. แบบทดสอบส่วนใหญ่ที่ใช้ในโรงเรียนอนุบาลในปัจจุบันนี้นั้นมีเพียง ส่วนน้อยเท่านั้นที่เชื่อถือได้และมีความเที่ยงตรง กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่แน่นอน
  6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือ การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ (NAEYC, 1988)

ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?

 

2.8 การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

 การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

        การจัดทำสารนิทัศน์ คือการจัดทำข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ มีการเติบโตอย่างไรบ้าง สามารถบ่งบอกถึง พัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา สารนิทัศน์จึงเป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดประสบการณ์ของครูและการเรียนรู้ของเด็ก ๆ จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ

📍สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยนั้นสำคัญมากๆเลยค่ะ เพราะจะสะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ ของเด็กแต่ละคร

การจัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่

🪄พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม

🪄 การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ

🪄การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น

🪄การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบบันทึกภาพ

🪄ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก โดยจะแบ่งเป็น

🫶🏼หลักฐานการสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ผลงานภาษาเขียน รายชื่อหนังสือ ผลงานที่เป็นสัญลักษณ์สื่อความคิดที่เรียบเรียงได้ ผลงานศิลปะและหัตถกรรมของเด็ก เป็นต้นค่ะ

🫶🏼หลักฐานเกี่ยวกับการสอนของครู ได้แก่ แผนการสอนของครูและบันทึกการสังเกตการณ์การสอนของอาจารย์นิเทศ บันทึกความคิดเห็นและความรู้สึกเกี่ยวกับการสอนแต่ละครั้ง ตัวอย่างสื่อ ภาพถ่ายและวีดิทัศน์แสดงการสอนและการจัดสภาพแวดล้อม ฯลฯ รายการต่างๆจะถูกรวบรวมไว้ในพอร์ตโฟลิโอซึ่งครูฝึกสอนและอาจารย์นิเทศจะใช้วิเคราะห์ด้วยกันเพื่อปรับปรุงการสอนครั้งต่อไป

 

2.7 การใช้แฟ้มผลงานเด็ก

 แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolios)

        แฟ้มผลงานเด็ก หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ศัพท์ว่า Portfolios นั้นไม่ได้เป็นของใหม่ในวงการศึกษาบ้านเรา อย่างไรก็ตาม การใช้แฟ้มผลงานเด็กในการประเมินผลพัฒนาการเด็กถือว่าเป็นความคิดที่ยังไม่แพร่หลายมากนักในวงการศึกษาในปัจจุบัน

        นักการศึกษา Mcafee และ Leong (1994:111) กล่าวว่า แฟ้มผลงานเด็ก หรือ Portfolios เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวม (Compiling & organizing) และตีความข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเด็ก แฟ้มผลงานเด็กโดยตัวเองไม่ถือว่าเป็นวิธีการประเมินผล แต่เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากวิธีการอื่น ๆ เพื่อใช้ในการประเมินผล

        แฟ้มผลงานเด็ก หรือ Portfolios ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอแฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป

        Mcafee และ Leong (1994:112) กล่าวว่า ความหมาย ชนิดหรือ ข้อแนะนำเกี่ยวกับแฟ้มผลงานเด็กไม่ได้ถูกกำหนดแน่นอน ตายตัว หรือเป็นมาตรฐานในทางตรงกันข้าม แฟ้มผลงานเด็กหรือ Portfolios เป็นวิธีการที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มบุคคล กลุ่มแต่ละกลุ่มพัฒนาแฟ้มผลงานในลักษณะที่แตกต่าง กัน ทั้งนี้ข้อยู่กับจุดประสงค์และความสนใจของครูและเด็กในกลุ่มนั้น ๆ (Murphy& Smith, 1990)

📍ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก

Mcafee และ Leong (1994:112) กล่าวถึง ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปของแฟ้มผลงานเด็กหรือ Portfolios ว่ามีลักษณะดังต่อไปนี้

  • แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolios) สามารถยึดหยุ่น (flexible) และปรับเปลี่ยนได้ (adaptable) เนื้อหาสาระ และกระบวนการของการเลือกผลงานหรือสิ่งที่จะรวบรวมในแฟ้มผลงานเด็กสามารถยืดหยุ่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัยและระดับพัฒนาการของเด็ก วัตถุประสงค์ของโรงเรียนหรือหน่วยงาน และข้อพิจารณาอื่น ๆ
  • แฟ้มผลงานเด็กสามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่าง  ของเด็ก
  • แฟ้มผลงานเด็กมุ่งเน้นที่ความสามารถหรือจุดเด่นของเด็ก จะเน้นสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้
  • แฟ้มผลงานเด็กเอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่าง 
  • เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่าง  เข้ามาเก็บในแฟ้มของตน ในขณะเดียวกัน เด็กมีโอกาสที่จะทบทวน วิเคราะห์ (reflection) ผลงานแต่ละชิ้นที่ตนเลือก
  • แฟ้มผลงานเด็กคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เนื่องจากในแฟ้มผลงานเด็ก ครูสามารถรวบรวมผลงานซึ่งเด็กทุกคนทำ ในขณะเดียวกันก็สามารถรวบรวมผลงานซึ่งเป็นผลงานเฉพาะของเด็กแต่ละคนด้วย
  • แฟ้มผลงานเด็กมีขึ้นเพื่อการประเมินผลที่ต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทำเพื่อการประเมินผลที่คงที่ เช่น รายงานคะแนนหรือเกรด เป็นต้น
  • แฟ้มผลงานเด็กมีขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับการเรียนของเด็ก

วัตถุประสงค์ของแฟ้มผลงานเด็ก

        Mcafee และ Leong (1994 : 112 - 113) กล่าวว่า แฟ้มผลงานเด็กสามารถช่วยประเมินวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ในชั้นเรียนได้ เช่น ช่วยตัดสินเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเด็ก เป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการรายงานและสื่อสารกับผู้ปกครองและ บุคคลรอบข้างเกี่ยวกับตัวเด็ก บอกเล่าถึงการเรียนการสอนที่ดำเนินอยู่ในชั้นเรียนแก่บุคคลอื่น และเป็นข้อชี้บ่งเบื้องต้นสำหรับเด็กที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ

        แฟ้มผลงานเด็กสามารถช่วยประเมินวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้อีก โดยทั้งนี้ต้อง ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เก็บรวบรวมในแฟ้มผลงานและวิธีการจัดการ (Organize) แฟ้มผลงาน นั้น ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าครูต้องการที่จะประเมินเด็กโดยมีพื้นฐานอยู่ที่ผลงานต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมไว้ในแฟ้มผลงาน ดังนั้นในแฟ้มผลงานเด็กก็ควรจะมีผลงานที่ดีที่สุดในความรู้สึกของเด็กหรือครู หรือผลงานขั้นสุดท้าย เป็นต้น ถ้าครูต้องการทราบพัฒนาการของเด็กเป็นช่วง ๆ อย่างต่อเนื่องครูก็อาจจะต้องมีการเก็บรวบรวมผลงานชิ้นที่ดีที่สุดของเด็กเป็นช่วง ๆ ไป จุดประสงค์สำคัญประการหนึ่งในการมีแฟ้มผลงานเด็ก คือ เพื่อกระตุ้นและพัฒนาการเรียนรู้โดยผ่านการทบทวน การสะท้อนความคิด (Reflection) และการประเมินผลตนเอง (Self - assessment)

       จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการมีแฟ้มผลงานเด็ก คือ เป็นการสรุปข้อมูลที่ต่อเนื่องและหลากหลายของพัฒนาการเด็ก เพื่อเป็นแนวทางให้กับเด็กในการเรียนการสอน ข้อดีประการหนึ่งของแฟ้มผลงานเด็กก็คือ เป็นการแสดงให้เห็นว่าการประเมินผลนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก นั่นเอง

📍การจัดระบบและการเลือกผลงานในแฟ้มผลงานเด็ก

  1. ระบบตัวชี้บ่ง (Indicator systems) ระบบตัวชี้บ่งเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่าระบบหลัก (Core items) ในระบบนี้ครูจะระบุผลงานเฉพาะที่ต้องการรวบรวมผลงานหลัก ๆ ที่ระบุ อาจได้แก่ ภาพวาดของเด็ก ผลงานทางด้านการตัด การปะ ตัวอย่างงานเขียนของเด็ก เป็นต้น ผลงานเฉพาะที่ต้องการเก็บจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่มีหลักตายตัว แน่นอนสามารถยึดหยุ่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับครูและเด็กนั่นเอง
  2. ระบบตัวอย่างผลงาน (Work sample systems) ระบบตัวอย่างผลงานจะเลือกผลงานจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ในชั้นเรียนโดยครูจะไม่ระบุผลงานเฉพาะที่ต้องการเก็บรวบรวมล่วงหน้า ระบบตัวอย่างผลงานให้อิสระกับครู และเด็กในการเลือกผลงานเก็บรวบรวมไว้ในแฟ้ม

📍ข้อพึงตระหนักในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก

  1. ผลงานที่เก็บรวบรวมในแฟ้มผลงานเป็นตัวแทน (representative) ของ สิ่งซึ่งเด็กสามารถทำได้จริงหรือไม่
  2. ผลงานของเด็กที่เก็บรวบรวมในแฟ้มผลงานมีการระบุรายละเอียดของการทำงานหรือไม่ เช่น เป็นงานที่เด็กได้รับการช่วยเหลือจากครู งานอิสระที่เด็กทำเอง งานที่เด็กทำเป็นกลุ่ม เป็นต้น
  3. ผลงานที่เก็บรวบรวมสอดคล้องกับวิธีการสอนและพัฒนาการของเด็กหรือไม่
  4. แฟ้มผลงานเด็กได้รับการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ และมาตรฐานการประเมินผลมีความเที่ยงตรงหรือไม่ในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก ข้อพึงตระหนักสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เวลา ที่เด็กเลื่อนชั้น ครูประจำชั้นจะต้องตัดสินใจว่าผลงานชิ้นไหนที่ครูประจำชั้นคนใหม่ควรมีโอกาสได้เห็น ได้ทราบ ในขณะเดียวกันควรเขียนสรุปเกี่ยวกับการเรียนรู้ และ พัฒนาการของเด็กแนบไปด้วย

ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=drivesdk

2.6 การใช้แบบประเมินพัฒนาการ (แบบตรวจสอบรายการ)

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ (Checklists)

       การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการหรือ Checklists ถือเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น ในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้น ครูประจำชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนำมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก (นภเนตร ธรรมบวร, 8537 : 74) แบบประเมินผลพัฒนาการถือเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการประเมินรูปแบบพฤติกรรมของเด็ก การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะให้ผลดีที่สุดถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ ช่วยประหยัดเวลาครูประจำชั้นได้มากในกรณีที่ครูประจำชั้นไม่มีเวลามากนัก แต่ในแนะเดียวกัน ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการแต่เพียงอย่างเดียว ครูประจำชั้นก็ไม่อาจทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก ข้อที่ควรระมัดระวังอีกอย่างหนึ่งในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ คือ ครูมีแนวโน้มที่จะเช็กพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลาง ๆ มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุดหรือสูงสุด



ข้อดีของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ (Advantages of check-lists)

      Mcafee และ Leong (1994 : 95)กล่าวถึงข้อดีของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ ดังต่อไปนี้

  1. เป็นการประหยัดเวลา การบันทึกข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว
  2. การประเมินผลพัฒนาการมีความยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวนวิเคราะห์และตีความข้อมูล
  3. การประเมินผลพัฒนาการไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จสิ้นในหนึ่งวันหรือหนึ่งสัปดาห์ แต่สามารถทำอย่างต่อเนื่องได้
  4. เนื่องจากการประเมินผลโดยใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นไม่ได้มีความชับซ้อนมากนัก เพราะฉะนั้นจึงเป็นการง่ายต่อการฝึกบุคคลากรที่เกี่ยวข้องเช่น ครูผู้ช่วยในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการได้
  5. แบบประเมินผลพัฒนาการสามารถติดตามความก้าวหน้า และพัฒนาการของเด็กได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง 

ข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ (Disadvantages of checklists)

        Mcafee และ Leong (1994: 95) กล่าวถึงข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ ดังต่อไปนี้

  1. แบบประเมินผลพัฒนาการสามารถประเมินผลได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัดเท่านั้นเพราะฉะนั้นการทบทวนสะท้อนความคิดวิเคราะห์ และตีความข้อมูลควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง
  2. เนื่องจากแบบประเมินผลพัฒนาการ สามารถประเมินผลได้ในวงจำกัด ยึงไม่อาจประเมินพฤติกรรม และการเรียนรู้ที่ซับซ้อนได้


ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=drivesdk

 

2.5 การทำสังคมมิติ

 การทำสังคมมิติ (Sociogram)

       สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม วรรณวดี ม้าลำพอง

(2525 : 98) กล่าวว่าแผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ คือ

  1. เด็กที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (The most popular)
  2. เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยที่สุด (Isolate)
  3. กลุ่มเด็กที่แยกออกมาจากคนอื่น  (Cliques)
  4. เด็ก 2 คน ที่ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน (Dyads)

       ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 307) ได้กล่าวถึงเครื่องมือ "สังคมมิติ" ว่ามีวิธีการที่นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะและการสร้างภาพทางสังคม

📍การทายลักษณะ 

        หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ใครเอ่ย" (Guess who) วิธีนี้ครูจะสร้างคำถาม "ใครเอ่ย" ขึ้นมาให้เด็กตอบ โดยครูจัดบรรยากาศให้เหมือนกับการเล่นเกม ครูจะจดคำตอบของเด็กทุกคนเพื่อเอาผลมาสรุปในกรณีที่คำตอบของเด็กในห้องเรียนไม่ตรงกัน ตัวอย่างคำถามที่ใช้มีดังต่อไปนี้

  • ใครเอ่ยไม่เก็บของเล่นเข้าที่
  • ใครเอ่ยที่ช่วยเพื่อนเก็บของเล่นเสมอ
  • ใครเอ่ยที่หวงของเล่นไม่ยอมให้เพื่อนเล่นด้วย

      วิธีการนี้ช่วยให้ครูทราบลักษณะนิสัยเด่น ๆ ของเด็กแต่ละคนตามการรับรู้ของเด็กคนอื่นในชั้น

📍การสร้างภาพทางสังคม 

       ในการศึกษาวิธีนี้ครูจะให้เด็กแต่ละคนเลือก บุคคลที่เขาชอบที่สุด อยากอยู่ใกล้ที่สุด โดยครูจะตั้งคำถามง่าย ๆ แก่เด็ก คำถามที่ครูตั้งขึ้นจะเป็นประเภทให้เด็กเลือกเพื่อนที่เขาชอบในการทำกิจกรรมบางอย่างโดยเด็กมีสิทธิในการเลือกเพื่อน 2 - 3 คน ในการทำกิจกรรมแต่ละอย่าง ตัวอย่างของคำถามมีดังต่อไปนี้

  • ถ้าหนูจัดงานวันเกิด หนูจะชวนใครบ้าง
  • ถ้าหนูไปเที่ยวชายทะเล หนูจะชวนใครไปบ้าง
  • ถ้าให้หนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้าง  หนูจะเลือกใครบ้าง
  • ถ้าหนูได้เล่นสนาม หนูจะชวนใครบ้าง

จากตัวอย่างคำถามข้างต้น ครูสามารถนำมาจัดทำเป็นแผนภาพแสดงความ สัมพันธ์ระหว่างเด็กในชั้นของตน

 


         การทำสังคมมิติช่วยให้ครูทราบถึงความสัมพันธ์ของเด็ก ๆ ในชั้นเรียนของ ตน ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ครูได้ทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน ด้วยว่าเด็กแต่ละคนเป็นที่ชอบพอของกลุ่มเพื่อนมากน้อยเพียงใด เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขา ใครเด่นที่สุดในชั้น ใครที่ชอบแยกตัวเล่นคนเดียว และเด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน การเก็บข้อมูลโดยการทำสังคมมิติ ควรทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับกิจกรรมและกาลเวลา ถ้าครูเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการทางสังคมของเด็กได้

ทึ่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=drivesdk

1. แบบฝึกคิด บทที่ 1

  เมื่อนึกถึงคำว่า  “การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้” “การประเมินตามสภาพจริง”  “การทดสอบ”  นักศึกษามีความคิด ความรู้สึก หรือประสบการณ์เกี่ย...