![]() |
ในช่วงวันที่ 16 - 27 ธันวาคม 2567
“การสังเกตพฤติกรรม”
จัดเป็นหนึ่งในวิธีของการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่มีความสำคัญมาก ๆ เพราะเป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกหรือการกระทำของเด็กปฐมวัยและเป็นวิธีการที่คุณครูปฐมวัยจะต้องจับตาดูพฤติกรรมของเหล่า เด็กอนุบาลอย่างใกล้ชิด ต้องสังเกตเด็กตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องเฝ้ามองจากสถานการณ์และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงๆจากนั้นจึงค่อยบันทึกพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนไว้ตามที่เห็นและได้ยินโดยห้ามใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปอย่างเด็ดขาด โดยจะต้องสังเกตให้ครอบคลุมทั้งพฤติกรรมทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาและปรับปรุงพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
การใช้แบบทดสอบ (Test)
การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวังทั้งนี้เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ
และการรับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเด็กเอง และต่อกระบวนการทางการศึกษาทั้งหมด (Meisels,
1993) ความกดดันต่าง ๆ
ที่ครูได้รับจากแบบทดสอบ
ในบางครั้งมีผลทำให้ครูเปลี่ยนวิธีการสอนของตนเป็นการสอนเพียงเพื่อให้เด็กทำข้อสอบผ่านเท่านั้นในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อความเข้าใจของครูถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กด้วย
(Koretz, 1988 ; Frederiksen & Collins, 1989 ; Haladyna,
Nolen & Haas,1991 ; McGill - Franzen & Allington, 1993; Dhamborvorn,
1994)
นักการศึกษา Good
(อ้างใน Stewart, 1986 :
21) ทำการวิจัยเกี่ยวกับความคาดหวังของครู
(Teacher expectations) ว่ามีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร Good พบว่าครูจะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ กัน
โดยขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคนจากรายงานพบว่า พฤติกรรมต่าง ๆ
ของครูจะส่งผลต่อการเรียนรู้ แรงจูงใจ การประสบผลสำเร็จ และระดับความทะเยอทะยาน (Ambition) ในเด็กแต่ละคน
ถ้าครูมีความคาดหวังต่อตัวเด็กสูงจะส่งผลทำให้เด็กประสบความสำเร็จในระดับสูง
ในทางตรงกันข้าม ถ้าครูมีความคาดหวังต่อตัวเด็กต่ำ
ก็จะส่งผลให้เด็กประสบความสำเร็จในระดับต่ำ Stewart (1986 : 21) กล่าวว่า
ความคาดหวังของครูที่มีต่อตัวเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน
ทั้งนี้เนื่องมาจากคะแนนของเด็กที่ได้จากการสอบแตกต่างกัน นั่นเอง
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบดังนี้
ประเภทของแบบทดสอบ
แบบทดสอบมาตรฐานที่มักใช้ในการศึกษาเด็ก
มีดังต่อไปนี้
- แบบทดสอบเชาว์ปัญญา
(Intelligence tests) แบบทดสอบเชาว์ปัญญาเป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางสมองโดยดูคะแนนที่ได้จากการคิดหรือการปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำถามในแบบทดสอบมีทั้งแบบทดสอบรายบุคคล
และแบบทดสอบเป็นกลุ่ม
- แบบทดสอบความพร้อม (Readiness Tests) จุดประสงค์ของแบบทดสอบความพร้อมคือ
เพื่อที่จะตัดสินว่าเด็กพร้อมที่จะเข้าเรียนในโปรแกรมที่กำหนดไว้หรือไม่
- แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ
(Screen-ing tests) แบบทดสอบชนิดนี้จะช่วยชี้เฉพาะ
(Identify) เด็กซึ่งมีความเสี่ยง (Risk) สูง เช่น เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า (Developmental
delay) เป็นต้น
- แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนา (Developmental Tests) แบบทดสอบชนิดนี้ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยส่วนรวม
โดยมุ่งวัดพัฒนาการในทุก ๆ ด้านของเด็ก (Essa, 1992 : 194) แบบทดสอบชนิดนี้โดยทั่วไปแล้วจะใช้วิธีการ
อิงเกณฑ์ (Criterion-referenced) มากกว่าการอิงกลุ่ม
(Norm- referenced) ตัวอย่างของแบบทดสอบประเภทนี้ได้แก่ Brigance
Diagnostic Inventory of Early Development ซึ่งจะวัดพัฒนาการทางด้านร่างกาย
พัฒนาการทางด้านภาษา พัฒนาการทางด้านสติปัญญา และการช่วยเหลือตนเองของเด็ก (Self
- help)
ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?
การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก
การจัดทำสารนิทัศน์
คือการจัดทำข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ
มีการเติบโตอย่างไรบ้าง สามารถบ่งบอกถึง พัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคม และสติปัญญา
สารนิทัศน์จึงเป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดประสบการณ์ของครูและการเรียนรู้ของเด็ก
ๆ จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ
📍สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยนั้นสำคัญมากๆเลยค่ะ
เพราะจะสะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ ของเด็กแต่ละคร
การจัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่
🪄พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น
การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม
🪄 การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ
🪄การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ
การบันทึกสั้น เป็นต้น
🪄การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้
ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม
ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบบันทึกภาพ
🪄ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ
ทักษะจิตนิสัยของเด็ก โดยจะแบ่งเป็น
🫶🏼หลักฐานการสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ผลงานภาษาเขียน
รายชื่อหนังสือ ผลงานที่เป็นสัญลักษณ์สื่อความคิดที่เรียบเรียงได้
ผลงานศิลปะและหัตถกรรมของเด็ก เป็นต้นค่ะ
🫶🏼หลักฐานเกี่ยวกับการสอนของครู ได้แก่
แผนการสอนของครูและบันทึกการสังเกตการณ์การสอนของอาจารย์นิเทศ
บันทึกความคิดเห็นและความรู้สึกเกี่ยวกับการสอนแต่ละครั้ง ตัวอย่างสื่อ
ภาพถ่ายและวีดิทัศน์แสดงการสอนและการจัดสภาพแวดล้อม ฯลฯ
รายการต่างๆจะถูกรวบรวมไว้ในพอร์ตโฟลิโอซึ่งครูฝึกสอนและอาจารย์นิเทศจะใช้วิเคราะห์ด้วยกันเพื่อปรับปรุงการสอนครั้งต่อไป
แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolios)
แฟ้มผลงานเด็ก หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ศัพท์ว่า Portfolios นั้นไม่ได้เป็นของใหม่ในวงการศึกษาบ้านเรา
อย่างไรก็ตาม
การใช้แฟ้มผลงานเด็กในการประเมินผลพัฒนาการเด็กถือว่าเป็นความคิดที่ยังไม่แพร่หลายมากนักในวงการศึกษาในปัจจุบัน
นักการศึกษา Mcafee และ Leong
(1994:111) กล่าวว่า แฟ้มผลงานเด็ก หรือ Portfolios เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวม (Compiling
& organizing) และตีความข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเด็ก
แฟ้มผลงานเด็กโดยตัวเองไม่ถือว่าเป็นวิธีการประเมินผล
แต่เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากวิธีการอื่น ๆ เพื่อใช้ในการประเมินผล
แฟ้มผลงานเด็ก หรือ Portfolios ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ
พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอแฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์
ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง
ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป
Mcafee และ Leong (1994:112) กล่าวว่า ความหมาย ชนิดหรือ
ข้อแนะนำเกี่ยวกับแฟ้มผลงานเด็กไม่ได้ถูกกำหนดแน่นอน ตายตัว
หรือเป็นมาตรฐานในทางตรงกันข้าม แฟ้มผลงานเด็กหรือ Portfolios เป็นวิธีการที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มบุคคล
กลุ่มแต่ละกลุ่มพัฒนาแฟ้มผลงานในลักษณะที่แตกต่าง กัน
ทั้งนี้ข้อยู่กับจุดประสงค์และความสนใจของครูและเด็กในกลุ่มนั้น ๆ (Murphy&
Smith, 1990)
📍ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก
Mcafee และ Leong
(1994:112) กล่าวถึง ลักษณะโดยทั่ว ๆ
ไปของแฟ้มผลงานเด็กหรือ Portfolios ว่ามีลักษณะดังต่อไปนี้
วัตถุประสงค์ของแฟ้มผลงานเด็ก
Mcafee และ Leong (1994 : 112 - 113) กล่าวว่า
แฟ้มผลงานเด็กสามารถช่วยประเมินวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ในชั้นเรียนได้ เช่น
ช่วยตัดสินเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเด็ก
เป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการรายงานและสื่อสารกับผู้ปกครองและ
บุคคลรอบข้างเกี่ยวกับตัวเด็ก
บอกเล่าถึงการเรียนการสอนที่ดำเนินอยู่ในชั้นเรียนแก่บุคคลอื่น
และเป็นข้อชี้บ่งเบื้องต้นสำหรับเด็กที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ
แฟ้มผลงานเด็กสามารถช่วยประเมินวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้อีก
โดยทั้งนี้ต้อง ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เก็บรวบรวมในแฟ้มผลงานและวิธีการจัดการ (Organize) แฟ้มผลงาน นั้น ยกตัวอย่าง เช่น
ถ้าครูต้องการที่จะประเมินเด็กโดยมีพื้นฐานอยู่ที่ผลงานต่าง ๆ
ที่เก็บรวบรวมไว้ในแฟ้มผลงาน
ดังนั้นในแฟ้มผลงานเด็กก็ควรจะมีผลงานที่ดีที่สุดในความรู้สึกของเด็กหรือครู
หรือผลงานขั้นสุดท้าย เป็นต้น ถ้าครูต้องการทราบพัฒนาการของเด็กเป็นช่วง ๆ
อย่างต่อเนื่องครูก็อาจจะต้องมีการเก็บรวบรวมผลงานชิ้นที่ดีที่สุดของเด็กเป็นช่วง
ๆ ไป จุดประสงค์สำคัญประการหนึ่งในการมีแฟ้มผลงานเด็ก คือ
เพื่อกระตุ้นและพัฒนาการเรียนรู้โดยผ่านการทบทวน การสะท้อนความคิด (Reflection) และการประเมินผลตนเอง (Self - assessment)
จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการมีแฟ้มผลงานเด็ก
คือ เป็นการสรุปข้อมูลที่ต่อเนื่องและหลากหลายของพัฒนาการเด็ก
เพื่อเป็นแนวทางให้กับเด็กในการเรียนการสอน ข้อดีประการหนึ่งของแฟ้มผลงานเด็กก็คือ
เป็นการแสดงให้เห็นว่าการประเมินผลนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
และมีขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก นั่นเอง
📍การจัดระบบและการเลือกผลงานในแฟ้มผลงานเด็ก
📍ข้อพึงตระหนักในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก
ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=drivesdk
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ (Checklists)
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการหรือ Checklists ถือเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น
ในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้น
ครูประจำชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร
หลังจากนั้นนำมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก (นภเนตร
ธรรมบวร, 8537 : 74) แบบประเมินผลพัฒนาการถือเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการประเมินรูปแบบพฤติกรรมของเด็ก
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะให้ผลดีที่สุดถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ ช่วยประหยัดเวลาครูประจำชั้นได้มากในกรณีที่ครูประจำชั้นไม่มีเวลามากนัก
แต่ในแนะเดียวกัน ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการแต่เพียงอย่างเดียว
ครูประจำชั้นก็ไม่อาจทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก
ข้อที่ควรระมัดระวังอีกอย่างหนึ่งในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ คือ
ครูมีแนวโน้มที่จะเช็กพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลาง ๆ
มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุดหรือสูงสุด
ข้อดีของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ
(Advantages of check-lists)
Mcafee และ Leong (1994 : 95)กล่าวถึงข้อดีของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ
ดังต่อไปนี้
ข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ
(Disadvantages of checklists)
Mcafee และ Leong (1994: 95) กล่าวถึงข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ ดังต่อไปนี้
ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=drivesdk
การทำสังคมมิติ (Sociogram)
สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม
(Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย
สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน
วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร
การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม
วรรณวดี ม้าลำพอง
(2525 : 98) กล่าวว่าแผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ คือ
ดวงเดือน
ศาสตรภัทร (2537 : 307) ได้กล่าวถึงเครื่องมือ
"สังคมมิติ" ว่ามีวิธีการที่นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะและการสร้างภาพทางสังคม
📍การทายลักษณะ
หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ใครเอ่ย" (Guess
who) วิธีนี้ครูจะสร้างคำถาม
"ใครเอ่ย" ขึ้นมาให้เด็กตอบ โดยครูจัดบรรยากาศให้เหมือนกับการเล่นเกม
ครูจะจดคำตอบของเด็กทุกคนเพื่อเอาผลมาสรุปในกรณีที่คำตอบของเด็กในห้องเรียนไม่ตรงกัน
ตัวอย่างคำถามที่ใช้มีดังต่อไปนี้
วิธีการนี้ช่วยให้ครูทราบลักษณะนิสัยเด่น
ๆ ของเด็กแต่ละคนตามการรับรู้ของเด็กคนอื่นในชั้น
📍การสร้างภาพทางสังคม
ในการศึกษาวิธีนี้ครูจะให้เด็กแต่ละคนเลือก
บุคคลที่เขาชอบที่สุด อยากอยู่ใกล้ที่สุด โดยครูจะตั้งคำถามง่าย ๆ แก่เด็ก
คำถามที่ครูตั้งขึ้นจะเป็นประเภทให้เด็กเลือกเพื่อนที่เขาชอบในการทำกิจกรรมบางอย่างโดยเด็กมีสิทธิในการเลือกเพื่อน 2
- 3 คน ในการทำกิจกรรมแต่ละอย่าง
ตัวอย่างของคำถามมีดังต่อไปนี้
จากตัวอย่างคำถามข้างต้น
ครูสามารถนำมาจัดทำเป็นแผนภาพแสดงความ สัมพันธ์ระหว่างเด็กในชั้นของตน
การทำสังคมมิติช่วยให้ครูทราบถึงความสัมพันธ์ของเด็ก ๆ ในชั้นเรียนของ
ตน ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ครูได้ทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน
ด้วยว่าเด็กแต่ละคนเป็นที่ชอบพอของกลุ่มเพื่อนมากน้อยเพียงใด
เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขา ใครเด่นที่สุดในชั้น ใครที่ชอบแยกตัวเล่นคนเดียว
และเด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน การเก็บข้อมูลโดยการทำสังคมมิติ
ควรทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับกิจกรรมและกาลเวลา
ถ้าครูเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการทางสังคมของเด็กได้
ทึ่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=drivesdk
เมื่อนึกถึงคำว่า “การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้” “การประเมินตามสภาพจริง” “การทดสอบ” นักศึกษามีความคิด ความรู้สึก หรือประสบการณ์เกี่ย...