การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ
การสังเกตพฤติกรรมเด็ก
(Observation) วิธีการสังเกตเป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดในการศึกษาเด็ก คือ การเฝ้าดู (Watching) และการฟัง (Listening) โดยธรรมชาติแล้ว
ครูทุกคนจะสังเกตเด็กที่ตนสอนอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูชั้นเด็กเล็กหรือชั้นอนุบาลซึ่งจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติ
และ
ลักษณะนิสัยของเด็กแต่ละคนเพื่อจะได้จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก
(นภเนตร ธรรมบวร, 2537 : 75) การสังเกตอาจอยู่ในรูปแบบของการจดบันทึกหรือการให้ความสนใจไปยังสิ่งที่เด็กกำลังทำหรือพูดอยู่
การ สังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวัน (Routine) และไม่เป็นทางการ (Informal)ก็ได้
ยกตัวอย่าง เช่น น้องบีตัดผมใหม่วันนี้ หรือน้องปั๊ปใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นน้ำ
เป็นต้น ในขณะเดียวกัน อาจมีการสังเกตอันเกิดขึ้นเนื่องจากสัญชาตญาณ (Intuitive) เช่น ต้นกล้าท่าทางเหมือนจะไม่ค่อยสบายวันนี้
เป็นต้น อย่างไรก็ตาม
มีการสังเกตชนิดหนึ่งที่ช่วยให้ครูมุ่งความสนใจไปยังเด็กแต่ละคนในชั้นของตนว่า
มีพฤติกรรมการเรียนรู้อะไรเกิดขึ้นบ้างในสถานการณ์หนึ่ง ๆ การสังเกตชนิดนี้
คือการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบ (Systematic Observation)
การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก
ในการสังเกตเด็กจำนวน 20 - 30 คน
ในชั้นเรียนหนึ่ง ๆ ครูคนเดียวหรือสองคนไม่สามารถสังเกตพฤติกรรม ต่าง ๆ
ของเด็กได้ทั้งหมดหรือถึงแม้จะสังเกตได้ ข้อมูลต่าง ๆ
ที่ได้มาอาจถูกละเลยหรือไม่มีการเก็บรวบรวมถ้าไม่มีการจดบันทึก ในขณะเดียวกัน
ข้อมูลที่ได้อาจไม่มีความต่อเนื่องในทางลึก ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่ครูจะต้องใช้การบันทึกการ
สังเกตเด็กอย่างเป็นระบบ
เพื่อช่วยให้ตนทราบข้อมูลของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตนอย่างเพียงพอ เป็นระบบ
และมีความต่อเนื่อง พร้อมที่จะให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง
จุดประสงค์ในการสังเกตเด็กโดยทั่วไปของครู
คือ ความต้องการที่จะเข้าใจเด็กแต่ละคนที่ตนสอน
และได้ข้อมูลเพียงพอในการจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนข้อมูลที่ได้จากการ
สังเกตร่วมกับความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กจะช่วยให้ครูตระหนักถึงการจัดการเรียนการสอน
เพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาต่าง ๆ กัน
เนื่องจากเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นการสังเกตเด็กในวัยนี้ควรกระทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ครูอาจจะมีดินสอและสมุดบันทึกเล็ก ๆ ติดตัวอยู่ตลอดเวลา
เพื่อสะดวกในการจดบันทึกย่อๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่าง ๆ
เกี่ยวกับตัวเด็ก แล้วจึงนำมารวบรวมอีกครั้งเมื่อมีเวลามากพอ
หลักในการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบโดยทั่ว
ๆ ไป
1. ในการบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่าง
ๆ ของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย
2. ในการรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงานตามลำดับก่อน - หลัง
3. ในการบันทึกการสังเกต
ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้
4. ควรแยกการตีความและการแปลความหมายพฤติกรรมออกจากข้อมูลที่ได้จากการบันทึกการสังเกตโดยอาจใช้วงเล็บ
ขึ้นย่อหน้าใหม่ หรือใช้เส้นแบ่งแยก ข้อมูลออกจากการตีความ
ข้อดีของการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบ
1. ในการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบเด็กไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน
2.ในการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบ
เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูก สังเกตหรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่
3. ในการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบ
กิจวัตรประจำวันหรือตารางเวลาในการเรียน
หรือการทำกิจกรรมของเด็กไม่มีการเปลี่ยนแปลง
4. การบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบช่วยให้ครูได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน และโดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก เช่น
ครูสามารถสังเกตว่าเด็กแต่ละคนมีพฤติกรรมในการเล่นเป็นกลุ่มกับเพื่อนอย่างไร
เป็นต้น
5. การบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในหมู่นักการศึกษาปฐมวัย
ที่มา : https://drive.google.com/file/d/1RdGYXEMmTQr8igoM1PTiVV9hO7vhVmFE/view?usp=drivesdk
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น